ลูกมีไข้ หรือ มีอาการไข้ ตัวร้อน
อุณหภูมิในร่างกายสูง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นประจำและเกือบจะเป็นปกติ โดยเฉพาะลูกน้อยที่มีอายุก่อนวัย
5 ขวบ เนื่องจากร่างกายของเด็กในวัยนี้มีภูมิคุ้มกันต่ำ แต่เรื่องที่ไม่ปกติ คือ
การที่ลูกน้อยมีอาการไข้ขึ้นสูงจนถึงขั้น เกิดอาการชัก ที่ไม่บ่อยนักจะเกิดขึ้น
ทำให้คนเป็นแม่ต้องตื่นตระหนกได้มาก ๆ แล้วจะทำอย่างไรดี ? เมื่อมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น
วันนี้จะขอมาเล่าให้ฟังจากประสบการณ์จริง
น้องแฝดบ้านนี้ค่อนข้างแข็งแรงดี เข้าโรงพยาบาลใหญ่
ๆ หนัก ๆ คนละ 2 ครั้ง ในรอบ 5 ปี เนื่องจากอาการท้องเสีย เป็นส่วนใหญ่ แต่
สิ่งที่ทำให้แฝดพี่มีไข้ ตัวร้อน และไข้ขึ้นสูงจนเกิดอาการชัก เกิดจากการฉีดวัคซีน
ในวัย 1 ขวบครึ่ง วัคซีนที่ฉีด เป็นวัคซีนชนิดเชื้ออ่อน จากโรงพยาบาลประจำตำบล
หรือ สถานีอนามัย ในสมัยนั้น ซึ่งวัคซีนในวัย 1 ขวบครึ่งก็คือวัคซีนรวม คอตีบ
บาดทะยัก ไอกรน กระตุ้นครั้งที่ 1 โดยปกติเด็กทุกคนย่อมมีไข้เมื่อได้รับวัคซีน
นั่นแสดงให้เห็นว่าร่างกายของลูกตอบสนองได้ดีต่อวัคซีน แต่ในครั้งนี้น้องแฝด มีไข้สูงมาก
ประมาณ 39-40 องศาเซลเซียส พ่อและแม่จึงเช็ดตัวลดไข้ ตลอดเวลา
สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป
แต่ขนาดเช็ดตัวตลอดเวลา เหตุก็ยังเกิดขึ้น เริ่มแรกน้องแฝดหลับอยู่ คุณแม่จับตัวดูแล้วรู้สึกร้อน จึงได้ปลุกแฝดพี่ให้ตื่น แล้วพามาเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น ระหว่างเช็ดตัว น้องร้องไห้ตลอดเวลา และมีอาการหนาวสั่น ชนิดที่ฟันกระทบกันดังกึก ๆ แม่รีบ นำผ้าเช็ดตัวมาห่อตัวให้แล้วอุ้มไว้ แป๊บเดียว น้องหยุดร้อง และเริ่มหลับ คุณแม่เริ่มรู้สึกตัวร้อนมากจากการอุ้มไว้ เกรงว่าไข้จะขึ้นสูง รีบเอาผ้าห่อตัวออกแล้วนำเสื้อผ้าที่ระบายอากาศ ได้แก่ เสื้อกล้าม และกางเกงขาสั้นมาใส่ให้ โดยไม่เอะใจว่า เวลานั้นอากาศค่อนข้างเย็น ได้แต่คิดว่า อากาศเย็นจะได้ช่วยพาความร้อนออกจากร่างกายน้อง น้องเริ่มร้องไห้อีกครั้ง คุณแม่อุ้มพาดบ่า จากนั้น พยายามให้เขาหลับโดยการเดินไป เดินมา น้องเริ่มสงบลง คิดว่าลูกคงเริ่มหลับ สักพัก รู้สึกลูกสั่น เกร็ง สองครั้งซ้อน คิดว่าลูกสะอื้นหรือเปล่า แต่ไม่ใช่เลย ครั้งที่สามลูกมีอาการเกร็งทั้งตัว คุณแม่รีบนำลูกลงนอน ลูกเกร็ง นิ้วมืองอ กำแน่น ตาค้าง น้ำลายฟูมปาก พร้อมทั้งมีเสียงครางเหมือนคนนอนกรน หน้าเริ่มเขียวคล้ำ ภาพที่เห็นหัวใจคนเป็นแม่หล่นไปอยู่ตาตุ่ม รีบตะโกนเสียงดัง “พ่อลูกชัก” คุณพ่อที่ดูแลแฝดน้องอยู่ที่ชั้นสอง รีบลงมาแล้วก็ตกใจไม่แพ้กัน พ่อรีบใช้มือง้างปากลูก แล้วกดลิ้นลง จากนั้นน้องเริ่มหายใจได้ หน้าเริ่มมีสี แต่ยังครางฮือ ๆ คุณพ่อรีบคว้ากุญแจกระโดดขึ้นรถ คุณแม่รีบอุ้มน้องขึ้นรถ พาไปส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ก่อนขึ้นรถได้ตะโกนบอกเพื่อนบ้านให้มาช่วยอยู่เป็นเพื่อนแฝดน้องที่กำลังหลับไม่รู้เรื่องอยู่ชั้นบน
ระหว่างทางไปโรงพยาบาล คุณแม่น้ำตานองหน้า
พูดอยู่คำเดียวว่า “อยู่กับแม่นะลูก หนูอย่าเป็นอะไรนะ” พูดซ้ำ ๆ วน ๆ อยู่แบบนี้ตลอดเวลา
โชคดีทีโรงพยาบาล อยู่ใกล้ แต่ก็ไกลเหลือเกินในความรู้สึกตอนนั้น พอถึงโรงพยาบาล
คุณพยาบาลรีบรับตัวน้องไป และเช็ดตัวอีกครั้งหนึ่ง วัดไข้ วัดความดัน
เยอะแยะมากมาย และให้น้องนอนหลับพัก คุณแม่ร้อนใจกลัวน้องจะเป็นอะไรไป เพราะแฝดพี่เขามีปัญหาในส่วนของสมอง
อยู่แล้ว เนื่องจากการคลอดก่อนกำหนด ทำให้สมองบางส่วนของเขาเสียหาย จึงขอย้ายน้องไปโรงพยาบาลประจำจังหวัด
ซึ่งคุณหมออนุญาตได้ เมื่อน้องไม่มีอาการชัก และไข้ลดลงแล้ว พอน้องเริ่มรู้สึกตัว
คุณพยาบาลก็ให้ทานยาลดไข้ และส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด
โชคดีที่น้องไม่ได้มีอาการชักอีกหลังจากนั้น
พอส่งตัวถึงโรงพยาบาลประจำจังหวัดแล้วก็ได้ตรวจเช็คอีกมากมายหลายอย่าง
จนแน่ใจว่าน้องไม่มีความผิดปกติ และน้องตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้นก็มีหน้าตาสดใสดี
พูดจารู้เรื่อง ถึงแม้จะยังมีไข้อยู่บ้าง แต่จากเหตุการณ์ในครั้งนั้น
คุณแม่ได้เฝ้าระวังตลอดเวลาเพราะเกรงว่าจะมีเหตุเกิดซ้ำรอยได้ และได้ศึกษากรณีนี้เป็นบ้าเป็นหลัง
และค้นพบความผิดพลาดหลายอย่างในการดูแลลูกน้อยตอนมีไข้ และอยากบอกต่อความรู้เพื่อเป็นอุทาหรณ์กับคุณแม่หลาย
ๆ ท่าน ดังนี้
1. การเช็ดตัวลูกน้อยตอนมีไข้
ต้องเช็ดให้แน่ใจว่า ไข้ลูกลดจริง ไม่ใช่เช็ดเพื่อให้สบายใจว่าเช็ด เช็ดแล้วต้องวัดอุณหภูมิด้วยว่าลดลงจริงหรือไม่
2. การเช็ดตัวที่ช่วยให้ไข้ลดลง
ต้องเป็นการเช็ดด้วยน้ำอุ่น และถูให้แรงขึ้นจากปกติ เพื่อเปิดรู้ขุมขน และกระตุ้นเส้นเลือดบริเวณผิวหนังให้ขยายตัวเพื่อช่วยระบายความร้อน
และหากฝานมะนาวลงไปในน้ำอุ่นสำหรับเช็ดตัวจะทำให้ไข้ลดลงเร็วขึ้น
3. อาการที่เห็นเด่นชัดเมื่อลูกมีไข้ขึ้นสูงมาก
ๆ สำหรับน้องแฝดบ้านนี้ คือ ตัวร้อน แต่มือและเท้าเย็น หากน้องแฝดบ้านนี้มีอาการนี้
คุณแม่ต้องรีบทำอย่างไรก็ได้เพื่อลดไข้ และหากมือเท้าอุ่น ก็เป็นที่น่ายินดีว่าไข้ของน้องแฝดลดลงบ้างแล้ว
4. อากาศหนาวเย็น
บางทีคุณแม่อาจจะสับสนว่าลูกจะหนาวหรือร้อน ควรห่มผ้าหรือไม่ห่มผ้า จากประสบการณ์ของคุณแม่บ้านนี้จะสังเกตลูกว่าลูกหนาว
หรือ ลูกร้อน ถ้าลูกสื่อสารได้ ต้องถามว่าหนาวหรือร้อน หากหนาวก็จะให้ห่มผ้า
หากร้อนจึงไม่ต้องห่มผ้า อันนี้สังเกตจากตัวคุณแม่เองว่า
บางครั้งเรามีไข้อาจไม่จำเป็นต้องระบายความร้อนเสมอไป
บางทีเรามีไข้จะเกิดอาการหนาวมาก ๆ จนต้องห่มผ้า 2- 3 ชั้นเลยก็ได้
5. ต้องให้ลูกจิบน้ำให้มากที่สุดในช่วงที่ลูกมีไข้
อันนี้จริง ๆ เป็นความรู้ทั่วไป แต่บางทีคุณแม่อาจลืมได้
6. สิ่งที่ทำพลาดไปตอนที่น้องชัก
คือ การที่คุณพ่อใช้มือง้างปากน้อง จริง ๆ แล้วเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากเมื่อมีอาการชักจะทำให้กล้ามเนื้อทุกส่วนเกร็ง
หากมีการง้างหรือบีบ อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บของคนไข้ได้ แต่ภาวะตอนนั้นลูกหายใจไม่ออก
เลยลืมตัวไป
7. การทานยาลดไข้
สามารถทานได้ ทุก 4-6 ชั่วโมง สำหรับน้องแฝดบ้านนี้
ยาพาราเซตามอลธรรมดาจะเอาไม่อยู่ ต้องได้ ไอบลูเฟ่น ไข้ถึงจะลดลงได้
8. หากลูกมีอาการชักต่อเนื่อง
อาจส่งผลต่อพัฒนาการของสมอง และทำให้มีรอยโรคในการชัก เหมือนกับว่าสมองจะพยายามจำการชักนั้น
ๆ และเมื่อหากสภาวะของร่างกายเข้าสู่จุดเดิม หมายถึง มีไข้ หรือ
อุณหภูมิร่างกายสูง ก็อาจจะทำให้เกิดการชักได้อีกในครั้งต่อไป โดยเฉพาะในช่วง 1-2
ปีแรกหลังจากการชัก แต่จะค่อย ๆ ห่างไปหากไม่มีการชักต่อเนื่องอีกครั้ง
ซึ่งเป็นเหตุผลที่ว่าเด็กที่มีไข้แล้วชัก จะเป็นอย่างนั้นในหลาย ๆ ครั้ง
คุณแม่ต้องเฝ้าระวังตลอดเวลาที่ลูกมีไข้
โชคดีที่แฝดพี่มีอาการแค่ครั้งนั้นครั้งเดียว หลังจากนั้นคุณแม่พยายามไม่ให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้นอีก
โดยการใช้ความรู้ทั้งหมดที่ศึกษามา ก็ได้ผลพอควร
9. หากลูกมีอาการชักบ่อย ๆ จะส่งผลให้สมองพัฒนาการช้าได้ และต้องมีการตรวจเช็คหาความผิดปกติ และอาจต้องรักษาโดยการทานยากันชัก
สิ่งเหล่านี้
เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ในครั้งนั้น ไม่มีคุณแม่ท่านใดที่อยากให้ลูกน้อยของเราต้องเผชิญสิ่งผิดปกติเหล่านี้
ฉะนั้น ดูแลเขาให้ดีที่สุด เพราะเขาคือแก้วตาดวงใจ ที่คุณแม่จะขาดเขาไป ไม่ได้เลย



ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น